เบญจมาศบานรับปีใหม่ ที่วังน้ำเขียว
เมื่อ ครั้งก่อนดินแดนที่ชื่อว่าเอื้องงาม นามว่า เชียงใหม่ กำลังเป็นดาวดวงเด่นด้านการท่องเที่ยวใหม่ ๆ เส้นทางการท่องเที่ยวหลัก ๆ มักจะมีอยู่ก็เพียงการเดินทางขึ้นไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพ หรือไหว้พระภายในตัวเวียง
ไม่เช่นนั้นก็ออกไปแอ่วหมู่บ้านทำร่มบ่อสร้าง แล้วผ่านต่อไปอู้คำเมืองกับเหล่าแม่หญิง ที่ อ.สันกำแพง ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแหล่งสาวงามในยามนั้น
กับสุดท้ายเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ สู่ดอยอินท นนท์ ดอยที่สูงที่สุดของประเทศไทย และนับเป็นเชิงสุดท้ายของเทือกเขาหิมาลัย ที่ทอดตัวผ่านมาตั้งแต่ทิเบต อินเดีย พม่า ก่อนจะมาปลายสุดที่เชียงใหม่แห่งนี้
กระทั่งต่อมาเมื่อเส้นทางทั้งสามเส้น ดูเหมือนใกล้จะถึงจุดอิ่มตัวสำหรับนักท่องเที่ยวจากแดนใกล้และแดนไกล ประกอบกับเชียงใหม่ที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองซึ่งเติบโตทางการท่องเที่ยวอย่าง รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ การบุกเบิกเส้นทางท่องเที่ยวสายใหม่ของนพบุรีศรีนครพิงค์ จึงได้เริ่มต้นขึ้นบนเส้นทางสายเชียงใหม่ สู่ อ.แม่ริม จากนั้นอ้อมเชิงดอยสุเทพด้านฝั่งเหนือ ผ่านแนวบริเวณน้ำตกแม่สา ออกไปทางบ้านโป่งแยง สุดท้ายทางฝั่งตะวันตกที่ อ.สะเมิง 
กับอีกเส้นทางหนึ่งซึ่งผ่านออกไปทาง อ.หางดง ลัดชายป่าเชิงดอยสุเทพทางฝั่งใต้ ไปบรรจบเส้นทางฝั่งตะวันตกที่ อ.สะเมิง กลายเป็นเส้นทางท่องเที่ยววงรอบขึ้นนับแต่นั้นมา
จุดขายสำคัญในวงรอบของการท่องเที่ยวแนวใหม่ที่กล่าวถึงนี้ ก็คือการจัดแปลงที่ดินตรงพื้นที่ป่าธรรมชาติขึ้นเป็นที่พักแบบรีสอร์ทเรียบ ง่าย ทว่าภายในมีการออกแบบตกแต่งให้ดูทันสมัยโก้หรู ที่เป็นสีสันให้กับพื้นที่ซึ่งเคยเป็นแปลงป่าเขียวสด ก็บรรจงนำเอาไม้ดอกเมืองหนาวหลากสี มาแต่งแต้มขึ้นราวกับเป็นเมืองเนรมิต
ไม้ดอกเมืองหนาวที่ว่านั้น ก็มีทั้งไวท์คริสต์มาส ซัลเวีย พิทูเนีย ฮอลี่ฮ็อก ไฮเดรนเยีย ยิ่งเป็นช่วงฤดูหนาวในวันที่อุณหภูมิในป่าเขาเชิงดอยลดต่ำลงไปอยู่ที่ 8-10 องศาเซลเซียสด้วยแล้ว ก็ยิ่งเป็นแม่เหล็กในการดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างฉมัง เพราะดินแดนแห่งนั้นเป็นสิ่งใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะคนไทยที่แห่กัน เข้าไปใช้วันพักผ่อนประหนึ่งการเดินทางไปสัมผัสไอหนาว และไม้ดอกเมืองหนาวถึงแผ่นดินยุโรปยังไงยังงั้น
นี่คือภาพเส้นทางท่องเที่ยวสายธรรมชาติแห่งเมืองเชียงใหม่ ที่มีอายุยาวนานมากระทั่งทุกวันนี้
มามองภาพให้มันใกล้เมืองหลวงเข้าไปอีก บริเวณ พื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณที่ราบสูงโคราชส่วนหนี่ง กับกระจายออกไปยังสระบุรี ปราจีนบุรีและนครนายกอีกส่วนหนึ่ง ผืนป่าที่ว่านี้ช่างไม่น่าเชื่อเลยว่าอดีตอันไกลโพ้น มันคือ ป่าดงพญาไฟที่รกทึบ และเต็มไปด้วยโรคร้ายกับสัตว์ป่ามากมาย
แต่เพราะการรุกรานของน้ำมือมนุษย์ สภาพป่าเริ่มผกผันกลายสภาพลงมาเป็นดงพญาเย็น จากนั้นก็ค่อย ๆ เสื่อมสลายกลายเป็นพื้นที่โล่งเตียน เหลือเพียงป่าอยู่หยิบมือเดียว หรือก็คือป่าอันเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ กับบริเวณรอบ ๆ อีกส่วนหนึ่งอย่างที่เห็น
ถ้านับเวลาก็กว่าทศวรรษที่ผ่านมา ป่าในส่วนรอบด้านอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ด้านบ้านหมูสี อ.ปากช่อง ซึ่งแต่เดิมเป็นพื้นที่เกษตร โดยชาวบ้านย่านถิ่นแถบนั้นนิยมปลูกข้าวโพด ละหุ่ง มันสำปะหลัง และผักสดจำพวกผักกาดขาว แล้วก็กะหล่ำปลี
ป่าแถบนั้นถ้าจะว่ากันไปแล้ว ก็มิได้แตกต่างไปจากผืนป่าแถบอำเภอแม่ริมและสะเมิงเท่าไรนัก คือเมื่อถึงช่วงหนาวของปี ที่นี่จะมีแต่ความหนาวปกคลุมกับเมฆหมอกที่ห่อแผ่นฟ้าในยามเช้า ที่สำคัญคือมันอยู่ใกล้เมืองหลวงประมาณ 160 กิโลเมตร ง่ายต่อการที่จะเดินทางไปถึง
แปลงเกษตรของชาวบ้านแถบนั้น จึงเริ่มมีการเปลี่ยนสภาพตามกาลเวลาขึ้นเป็นฟาร์มเลี้ยงม้าของนายทุนจาก เมืองหลวง แล้วก็พัฒนาเรื่อยมาให้กลายเป็นไร่องุ่นพร้อมโรงงานผลิตไวน์ของชนชั้นเศรษฐี ที่ดินบางผืนมีทำเลอยู่ริมน้ำลำตะคอง ก็ถูกปรุงแต่งขึ้นเป็นรีสอร์ทระดับหรูสำหรับคนเดินทางมาเที่ยว และที่สุดอาณาบริเวณแทบจะทุกตารางนิ้ว ได้กลายเป็นที่ดินที่อยู่อาศัยพักผ่อนช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ของเหล่าบรรดาไฮ โซ ไฮเสี่ยและไฮซ้อจากเมืองหลวง จนไม่เห็นร่องรอยของไร่กะหล่ำปลี หรือท้องไร่มันสำปะหลังอีกเลย
ก็เพราะความนิยมชมชอบแปลงป่าด้านเขาใหญ่ จนกลายเป็นชุมชนคนมีเงินนั่นเอง ที่มีส่วน ผลักดันให้แนวป่ารอบข้างอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เริ่มปรับสภาพเป็นป่าผืนใหม่เพื่อรับคนเดินทาง นั่นก็คือการเกิดของ ป่า บริเวณพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ซึ่งอยู่ห่างป่าบ้านหมูสีขึ้นไปทางทิศตะวันออกประมาณ 45 กิโลเมตรเท่านั้นเอง
วังน้ำเขียว
วังน้ำเขียว…มีจุดเด่นอยู่ที่ตั้งอยู่บนความสูงประมาณ 400-500 เมตร จากระดับน้ำทะเล อุณหภูมิแถบนี้จึงเย็นสบายเกือบทั้งปี จะมีช่วงพฤศจิกายนถึงมกราคมที่หนาวยะเยือก นอกจากนั้นสภาพด้านธรณีวิทยาวังน้ำเขียวยังได้ชื่อว่าเป็นแหล่งที่มีดินอุ้ม น้ำอยู่มาก เรียกว่าจะขุดลงไปส่วนไหนส่วนนั้นจะมีน้ำใสไหลซึมโคลนดินขึ้นมาเป็นสีเขียว ใส
ดินแดนส่วนนี้จึงถูกเรียกว่าเป็น วังน้ำเขียว เพื่อยืนยันความจริงในเรื่องดังกล่าว

ด้วยปัจจัยทั้งด้านภูมิอากาศและทำเลที่เหมาะสม ประกอบกับเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่สมบูรณ์ ผู้คนในเขต อ.วังน้ำเขียวที่อาศัยแนวป่าเป็นที่ทำกินกันมานาน จึงมักยึดอาชีพการเกษตรปลูกพืชผักทำกินกันมากกว่าอย่างอื่น
ที่ดินบางแปลงก็ได้รับการมอบหมายจากทางการที่เลือกเอาพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม มามอบให้กับชาวบ้าน โดยห้ามมิให้ขายเปลี่ยนมือ และต้องใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์ด้านการเกษตร มิฉะนั้นจะถูกรัฐยึดคืน !
จากความหนาวกับธรรมชาติรอบด้านที่เหมาะสมและการขยายตัวด้านการท่องเที่ยวที่ เชื่อมต่อมาจากป่าเขาใหญ่นั่นเอง ที่ทำให้ผู้คนเริ่มมองและให้ความสนใจกับวังน้ำเขียว ยิ่งกว่านั้นยังมีข่าวปรากฏออกมาจากกลุ่มนักวิชาการอีกว่า ที่นี่คือ แหล่งที่มีโอโซนบริสุทธิ์ติดอยู่ในอันดับ 7 ของโลก ด้วยแล้ว ไม่เพียงแต่จะมีผู้คนเดินทางเข้าไปสัมผัสความสมบูรณ์ของป่า กับความหนาวที่จับขั้วหัวใจเท่านั้น
ทว่ามีนักลงทุนจากเมืองหลวงจำนวนไม่น้อยอีกนั่นแหละ เข้าไปยื่นข้อเสนอในการซื้อขายที่ดินจากชาวบ้าน ซึ่งแม้ว่าทางการจะห้ามมิให้มีการซื้อขายและโอนย้าย แต่นายทุนก็มักจะกระทำกันด้วยวิธีขอรับกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว โดยผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่งผลให้ราคาที่ดินที่เคยขายกันไร่ละหลักหมื่นบาท ขยับตัวขึ้นเป็นไร่ละแสน และบางแปลงที่อยู่ในทำเลทองกระโจนขึ้นไปอยู่ที่ไร่ละล้านบาทเป็นอย่างน้อย!
แต่เอาเถอะ…ถึงที่ดินบางแปลงจะกลายเป็นอะไรไปแล้วก็ตาม ทว่าโดยสภาพความเป็นจริงในวันนี้ วังน้ำเขียว ได้กลายเป็นถิ่นฐานที่บรรดานักท่องเที่ยวกับชาวบ้านท้องถิ่นบางกลุ่มถือเป็น จุดนัดพบระหว่างกัน นั่นก็คือ การประกอบอาชีพเพื่อรองรับกับการเดินทางเข้าไปของผู้คน
ชุมชนบางแห่งมีการจัดพื้นที่เรือนชานของตนเองขึ้นเป็นบ้านพักแบบโฮมสเตย์คิด ราคาค่าเช่ากันเป็นรายหัว รวมเบ็ดเสร็จทั้งที่หลับที่นอน ห้องน้ำห้องท่า และอาหารการกินตามวิถีชีวิตที่แท้จริงของพวกเขา
ที่ดินบางผืนก็ใช้เป็นแปลงเกษตรเพื่อปลูกผักและพืชผล ซึ่งนอกจากจะส่งขายสู่ตลาด ก็นำมาใช้เป็นผลผลิตขายให้กับนักท่องเที่ยวได้ซื้อติดไม้ติดมือกลับไป ที่ได้รับความนิยมสนใจก็ตรงแหล่งไม้ดอก ที่มีการเพาะชำจำพวกกล้วยไม้ เบญจมาศมากพันธุ์หลากสี ซึ่งเกษตรกรผู้มีรายได้จากดอกไม้เหล่านี้ บอกให้รู้ว่าไม้ดอกแต่ละดอกที่โตจนงามนั้น ลำพังเฉพาะตัดขายให้กับคนที่เดินทางไปท่องเที่ยวที่วังน้ำเขียว ก็ไม่เพียงพออยู่แล้ว ไม้ดอกที่นี่จึงไม่มีโอกาสที่จะถูกขายทอดเข้าสู่ตลาดทั่วไป
และเป็นที่น่ายินดีว่าเพราะดอกเบญจมาศ ดูเหมือนจะเป็นของฝากชั้นดีจากวังน้ำเขียว องค์การบริหารส่วนตำบลไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จึงลงทุนเป็นเจ้าภาพจัดงาน เบญจมาศบาน ประจำปี 2552? ขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 7 ที่บริเวณหน้าที่ทำการองค์การฯ ในเช้าตรู่วันปีใหม่ คือ 1-3 มกราคมที่จะถึงนี้
เบื่อสภาพในเมืองกรุง มาก ๆ ไปดูดอกเบญจมาศบานที่วังน้ำเขียวสักวันสองวัน ก็ดูจะดีเหมือนกันนะครับ?
ติดต่อสอบถามการท่องเที่ยวได้ที่ ททท.สำนักงานนครราชสีมา โทร. 0-4421-3666, 0-4421-3030.
Tags: นครราชสีมา, รีสอร์ท, วังน้ำเขียว, เบญจมาศบาน, โคราช
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ททท.จับมือการรถไฟ น้องครึกครื้นชวนเที่ยว…ฉึกฉักทัวร์
- 21-23 มกราคม นี้วันดอกเบญจมาศบานในม่านหมอก งานประจำปีวังน้ำเขียว
- ที่พัก รีสอร์ทวังน้ำเขียวเฮ นักท่องเที่ยวล้นช่วงหยุดยาว
- ชวนคู่รัก รับตะวัน วันวาเลนไทน์ ปี 2553
- ตรัง เตรียมจัดงาน เบิกฟ้าหาดสำราญ อาหารทะเล เสน่ห์ธรรมชาติ
Advertiser


เชิญร่วมแสดงความเห็น
Copyright © 2008 • Powered by Wordpress | Privacy Policy