Advertiser




ปิดตำนาน”เลห์แมน บราเธอร์ส”

การคาดการณ์ที่ว่าการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในเช้าวันจันทร์ที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา จะมีบรรยากาศสดใส ดัชนีจะเด้งขานรับข่าวดี จากการประกาศยกเลิกภาวะฉุกเฉินของรัฐบาล กลับไม่เป็นไปอย่างที่หลายฝ่าย โดยเฉพาะโบรกเกอร์คิด

ทั้งนี้ เนื่องจากมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับข่าวการถอนตัวของธนาคารบาร์เคลย์ยักษ์ใหญ่ จากอังกฤษที่เคยเป็นตัวเก็งในการเข้าซื้อกิจการของบริษัทเลห์แมน บราเธอร์ส โฮลดิ้ง อิงค์ วาณิชธนกิจรายใหญ่ในอันดับที่ 4 ของสหรัฐฯ ส่งผลให้วิกฤติการเงินของสหรัฐฯลุกไปเป็นไฟลามทุ่งเข้าสู่ตลาดหุ้นทั่วโลก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในเช้าวันเดียวกันว่า ตลาดเงินของสหรัฐฯกำลังเผชิญภาวะล่มสลายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หลังผลกระทบจากวิกฤติสินเชื่อที่อยู่อาศัยด้อยคุณภาพ (ซับไพร์ม) ยังหาจุดสิ้นสุดไม่ได้ แม้จะดำเนินมาแล้วถึง 13 เดือน แต่ยังคงถาโถมเข้าถล่มระบบสถาบันการเงินของสหรัฐฯอย่างต่อเนื่อง แม้ธนาคารกลาง (เฟด) และกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ จะออกมาตรการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน และอัดฉีดเงินจำนวนมหาศาลเพียงใด ก็ยังไม่สามารถหยุดผลกระทบนี้ได้

การถอนตัวของธนาคารบาร์เคลย์ ทำให้บริษัทเลห์แมนต้องออกแถลงการณ์ด่วนว่า บริษัทเตรียมยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อขอรับการพิทักษ์ทรัพย์จากภาวะล้มละลายตามมาตรา 11 แล้ว อย่างไรก็ตาม การขอพิทักษ์ทรัพย์จากการล้มละลายในธุรกรรมทางการเงินดังกล่าว ไม่ได้รวมถึงการเป็นโบรกเกอร์-ดีลเลอร์หรือนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ และธุรกิจแผนกอื่นๆ เช่น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และบริษัทจัดการการลงทุน ซึ่งแต่ละธุรกิจยังอยู่ระหว่างการหาผู้สนใจซื้อ

การล้มละลายของเลห์แมนครั้งนี้ สร้างความสั่นสะเทือนต่อระบบสถาบันการเงินทั่วโลก เพราะถือเป็นการปิดฉากวาณิชธนกิจที่มีอายุถึง 158 ปี สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า วาณิชธนกิจที่มีระบบ บริหารธุรกรรมทางการเงินเก่าแก่ ไม่สามารถอยู่รอดได้ภายใต้ภาวะสินเชื่อที่หดตัวทั่วโลก หรือนวัตกรรมการเงินที่ซับซ้อนและทำลายตัวเองได้ แม้เลห์แมนจะข้ามพ้นวิกฤติเศรษฐกิจ จากสงครามโลกครั้งที่ 2 มาได้ หรือผ่านภาวะล้มละลายของวิกฤติเศรษฐกิจของเอเชียเมื่อ 10 ปีก่อนมาได้ก็ตาม

เฟดประกาศแผนรับมือฉุกเฉิน

อีกด้าน เฟดได้ประกาศแผนเงินกู้ฉุกเฉิน เพื่อสยบความตื่นตระหนกของตลาดเงินตลาดทุน ด้วยการอนุญาตให้วาณิชธนกิจใหญ่กู้เงินได้โดยตรง ที่สำคัญ เฟดยังตัดสินใจยอมรับรับหลักทรัพย์เป็นสินทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ภายใต้ข้อตกลง Primary Dealer Credit Facility สำหรับวาณิชธนกิจต่างๆ จากก่อนหน้าที่สินทรัพย์ ค้ำประกันดังกล่าวจะถูกจำกัดไว้เพียงตราสารหนี้ ที่อยู่ในอันดับน่าลงทุนเท่านั้นนายเบน เบอร์นันกี้ ประธานเฟด ยังเตรียมแผนขั้นที่ 2 เพิ่มวงเงินสินเชื่อสินเชื่อทั้งหมดของข้อเสนอภายใต้แผนการต่างหาก ที่จะให้กู้พันธบัตรกระทรวงการคลังเป็นมูลค่า 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 6.9 ล้านล้านบาท (34 บาทต่อดอลลาร์)
ส่วนแผนขั้นที่ 3 เฟดระบุว่า จะอนุญาตเป็นการชั่วคราวให้สถาบันค้ำประกันเงินฝากขยายกองทุนเสริมสภาพคล่องแก่บริษัทในเครือเพื่อซื้อสินทรัพย์ที่มักจะได้รับการยอม รับในข้อตกลงซื้อคืนพันธบัตร 3 ฝ่ายด้วย ทั้งนี้ เฟดได้กำหนดมาตรการดังกล่าว มีผลบังคับใช้จนถึงวันที่ 30 ม.ค. 2552 เท่านั้น สะท้อนความคาดหวังว่า ตลาดซื้อคืนพันธบัตร จะมีการดำเนินการเป็นปกติในเร็ววัน เฟดได้ใช้เวลาตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อหามาตรการร่วมกับเอกชน กระทรวงการคลัง และตลาดหลักทรัพย์อย่างใกล้ชิดในอันที่จะรองรับผลกระทบที่จะตามมา หากการเจรจาซื้อขายกิจการของเลห์แมนไม่เป็นผล

ขณะที่นายอลัน กรีนสแปน อดีตประธานเฟด คาดว่า จะมีสถาบันการเงินขนาดใหญ่อีกหลายแห่งเผชิญกับภาวะล้มละลาย และโอกาสที่สหรัฐฯจะสามารถหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยมีไม่ถึง 50% ยังมีการคาดการณ์ด้วยว่า หากแผนนี้ไม่สามารถหยุดวิกฤติแรงเทขาย ในสถาบันการเงินใหญ่ๆได้ เฟดก็อาจจะปรับลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ขณะที่ธนาคารชั้นนำ 10 แห่งลงขันกันตั้งกองทุนฉุกเฉิน เพื่ออัดฉีดสภาพคล่อง 70,000 ล้านเหรียญฯ หรือประมาณ 2.38 ล้านล้านบาท

“บิ๊กแมค”ส่งผลโดมิโน่ทั่วโลก

นายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒน์กุล กรรมการบริหาร และหัวหน้าสายงานวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าวิกฤติเลห์แมนครั้งนี้ จะยังไม่จบง่ายๆ เพราะนักลงทุนหวาดวิตกว่า สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อื่นๆของสหรัฐฯ จะเกิดปัญหาตามมา ซึ่งก็ต้องรอลุ้นผลประกอบการไตรมาส 3 ที่จะออกมา อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้เกิดความตื่นตระหนกขึ้นแล้ว และการเข้าสู่ กระบวนการล้มละลาย ทำให้หุ้นที่ถืออยู่มีเท่า กับศูนย์ “0″ บรรดาผู้ถือหุ้นสถาบันการเงินใหญ่ๆ จึงเกิดความกังวลว่า หุ้นที่ตัวเองถืออยู่มีความเสี่ยงสูงที่จะมีมูลค่าลดลงอย่างรุนแรง จึงพากันเทขายออกมาอย่างหนัก

นายวิศิษฐ์ยังให้จับตาดูวิกฤติที่จะลุกลามไปยังสถาบันการเงินในยุโรป ที่การเพิ่มทุน หรือตั้งสำรองหนี้เสีย ยังล้าหลังกว่าสหรัฐฯด้วย และแน่นอนว่า จะลุกลามไปกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก “ต้นเหตุของวิกฤติสถาบันการเงินสหรัฐฯขณะนี้ มีโอกาสจะลุกลามไปมากกว่าจะเป็นแค่ “วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์” ธรรมดาๆแต่จะถึงขั้นเป็นบิ๊กแมคเลยทีเดียว”และเหตุนี้จะทำให้เฟดไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องลดดอกเบี้ยต่อ และอัดฉีดสภาพคล่องพยุงฐานะสถาบันการเงินอย่างหนัก เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็จะยังคงเห็นเงินทุนไหลออกจากเอเชีย และตลาดหุ้นไทยต่อไป จนกว่าวิกฤติจะสิ้นสุด หรือจนกว่าสถาบันการเงินทั่วโลกจะได้รับการเพิ่มทุนถึงระดับที่ครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้นได้.

Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Facebook Twitter

Advertiser




เชิญร่วมแสดงความเห็น